เจ้าหญิงไซคี (Psyche) ผู้เป็นสุดที่รักของคิวปิด

เทพเจ้าตำนานกรีก-โรมัน

เจ้าหญิงไซคี ธิดาองค์น้อย ๆ ของกษัตริย์กรีก ที่มีความงดงามเป็นเลิศยิ่งนัก จนกระทั่งคนทั้งปวงต่างพากันหลงไหลและ กล่าวขวัญถึง
        ด้วยรูปโฉมอันงดงามของหล่อน ผู้คนต่างหลงชื่นชมและยกย่อง จนลืมพูดถึงเทพวีนัส ซึ่งเป็นเทวีแห่งความงดงามไปเสียสิ้น
        ศาลของเทพวีนัสก็ไม่มีผู้คนไปกราบไหว้ ทำให้เทพวีนัสโกธเคืองมาก รวมทั้งมีความอิจฉา ไซคีมาก จึงสั่งให้เทพคิวปิดลูกชาย ไปจัดการให้เจ้าหญิงไซคีให้ได้รับความอัปยศอดสู อับอาย โดยการให้ไปหลงรักกับสัตว์อุบาทว์ตัวหนึ่ง
        คิวปิดเป็นบุตรที่รักและติดมารดามากเป็นพิเศษ จึงกระทำการตามที่มารดาต้องการ โดยการตักน้ำ 2 ชนิดบรรจุในคนโท 2 ใบ ใบแรกบรรจุน้ำที่ตักจาก บ่อน้ำพุหวาน ซึ่งเป็นน้ำที่สามารถบันดาลให้เกิด ความสดชื่นได้
        ส่วนอีกคนโทนั้นตักมาจากบ่อน้ำพุขม ซึ่งสามารถดลบันดาลให้เกิดความทุกข์ตรมฤทัยได้ คิวปิดนำคนโททั้งสองนั้นไปที่ตำหนักของไซคีประพรมน้ำจากคนโทนำพุขมลงบนริมฝีปากของเธอ จากนั้นก็เอาลูกศร บันดาลความรักประจำองค์ สัมผัสที่ข้างกายของเธอ ไซคีก็สะดุ้งตื่นในทันที คิวปิดเกิดเผลอทำลูกศรอีกปลายมาสัมผัสที่ตัวของคิวปิดเองด้วย ในวินาทีนั้นเองอำนาจของศรที่จะบันดาลความรักจึงบังเกิดผล ทำให้คิวปิดเกิดมาความรักขึ้นในทันทีทันใด คิวปิดจึงรีบนำน้ำหวานจากคนโทมาเทรดลงบนเส้นผมอันสวยงามของไซคี แล้วรีบโผบินออกทางหน้าต่างของเธอไปในบัดดล
        แต่การกระทำเหล่านี้ของคิวปิด ไม่ได้ทำการปรากฎองค์ให้ไซคีได้มองเห็น
        นับจากวันนั้นไซคี เจ้าหญิงน้อยก็เกิดตกอยู่ในความระทมขมฤทัยด้วย เพราะไม่มีใครจะมาสู่ขอไปเป็นคู่วิวาห์ ทั้งที่คนทั้งปวงไม่ว่าหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ ต่างพากันหลงในความงดงาม แต่ทุกคนกลับมองว่าเจ้าหญิงสูงศักดิ์เกินไป กษัตริย์แห่งกรีกจึงปรึกษากับมเหสีด้วยความฉงนใจ ว่าอาจจะเป็นไปได้ที่ลูกสาวจะเกิดไปกระทำล่วงเกิน หรือกระทำผิดต่อเทพบนสรวงสวรรค์ จึงได้จัดตั้งพิธีบวงสรวงเทพอพอลโล และมีการเสี่ยงทายว่าเนื้อคู่ของไซคีสมิใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นอมนุษย์อยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง
        เมื่อบิดามารดาของไซคีทราบเช่นนั้น ก็โศกเศร้าและหดหู่ในโชคชะตาของบุตรสาวเป็นอย่างยิ่ง แต่ไซคีกลับมีขวัญที่กล้าแข็ง ไม่สลดหดหู่กับโชคชะตาของตน
        ในไม่ช้าการส่งตัวไซคีก็เป็นไปอย่างหดหู่ ทั้งสงสาร ทั้งเสียดาย ทั้งเป็นห่วงเป็นไย ที่ต้องไปอยู่กับคู่ครองอันเป็นอมนุษย์อุบาทว์ที่สุดตามลิขิตของชะตากรรม
        ครั้นเมืองส่งไซคีถึงยอดเขาแล้ว ทุกคนต่างก็ลากลับ ด้วยด้วยดวงใจแทบแหลกสลาย ไซคีเองก็ใจหาย หวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่ในใจลึก ๆ
        แต่ทว่าในวินาทีต่อมา เทพเจ้าแห่งสายลมตะวันออก นาม เซฟเฟอร์ ก็ได้สำแดงฤทธิ์ โอบช้อนร่างอันบอบบางของไซคีลอยลิ่วไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ที่เงียบสงบ และงดงามไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ในสายลมเต็มไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้หลากสีหลากชนิด และมีตำหนักอันงดงามอยู่ใกล้ริมธารนั้น
        แล้วไซคีก็ได้ยินเสียงพูดขึ้น
        “ไซคีผู้เลอโฉม เจ้าเป็นของข้า และข้าก็เป็นทาสของเจ้า ข้าจะทำตามที่เจ้าต้องการทุกอย่าง ขอเจ้าอย่ากลัวข้า และกินกระยาหารที่ข้าจัดไว้ให้ด้วย”
        แม้ไซคีจะพยายามหาตัว หรืออ้อนวอนเท่าใด ก็ๆไม่ปรากฎร่างอมนุษย์ตัวนั้นออกมาให้เห็น
        และในยามค่ำคืน อมนุษย์นั้นก็จะมาหานาง แต่อยู่ในความมืดเท่านั้น และสำทับว่า
        “ข้ารักในตัวเจ้า เพียงเท่านั้นก็พอแล้ว เพราะฉะนั้นยามค่ำคืนที่ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าจุดไป และถ้าข้าไม่อนุญาตให้เจ้าวิงวอนเอ่ยถามนามข้า เจ้าจงปฏิบัติตามนั้น”
        ตั้งแต่นั้นมาไซคีก็ไม่เคยเอยถามชื่อ หรืออ้อนวอนให้ปรากฎตัวเลย
        เวลาผ่านไปนาน ไซคีคิดถึงญาติพี่น้อง จึงขออนุญาตอมนุษย์ที่มีแต่เสียงนั้น ซึ่งก็อนุญาตให้พี่น้องของนางมาเยี่ยมที่ตำหนัก
        เมื่อพี่น้องทั้ง 2 คนของไซคีมาเห็นความงดงามของตำหนัก แถมทุกมื้อยังมีอาหารโอชารสบริการมากมาย จึงยุแหย่ให้ไซคีทำผิดสัญญาที่อมนุษย์ได้บอกไว้ และเมื่อได้เห็นความอัปลักษณ์ของอมนุษย์นั้นก็จะได้ฆ่าให้   ตายเสีย
        คืนนั้นเองเมื่อเสพสมภิรมย์รักกันเหมือนเช่นทุกคนแล้ว ไซคีก็จุดตะเกียงเพื่อแอบดูสามีและจะได้ฆ่าเสีย
        ทันทีที่ตะเกียงส่องสว่าง นางก็สามารถเห็นอมนุษย์นั้น แท้จริงคือเทพคิวปิดผู้หล่อเหลา หลับตามพริ้มทอดกายอันแข็งแรงอยู่บนที่นอน นางก็แสนดีใจที่รู้ว่าสามีของหล่อนไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่เลย
        ขณะเดียวกันเทพคิวปิดก็ตื่นขึ้นมา พร้อมเอ่ยขึ้น
        “ไซคีผู้โง่เขลา เจ้าใยตอบแทนความรักของข้าเช่นนี้ เจ้ารู้ไหม ความรักมิอาจอยู่ได้หากไร้ซึ่งความไว้วางใจกันอีกต่อไป”
        สิ้นคำเทพคิวปิดก็กางปีกโผบินออกไป
        แล้วตำหนักหลังนั้นก็หายไป ไซคีร้องสะอื้นไห้ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวใจ แต่พี่ทั้ง 2 ของนางกลับแอบดีใจ เพราะคิดว่ายังไงเสียเทพคิวปิดก็อาจจะเลือกพวกตนเป็นคู่วิวาห์ จึงพากันไปยืนบนยอดเขา เพื่อให้เทพแห่งสายลมพัดพาไปหาเทพคิวปิด
        เมื่อมีสายลมพัดวู่มา นางทั้ง 2 คิดว่าเป็นเทพแห่งสายลม ก็รีบโผตัวกระโดดเข้าหาลม แต่ลมดังกล่าวเป็นแค่ลมพัดธรรมดา ร่างของนางทั้ง 2 จึงลอยละลิ่วตกลงจากยอดเขาตายทั้งคู่
        ฝ่ายไซคีผู้อาภัพก็ได้ออกเร่ร่อนหาสามีของหล่อนทุกหนทุกแห่ง จนมาถึงศาลของเจ้าแม่แห่งการเก็บเกี่ยวนาม เดมิเตอร์ ไซคีก็ช่วยเก็บเคี่ยวสำหรับเกี่ยวข้าวและข้าวโพด และสิ่งของอื่น ๆ ที่ตกอยู่ในศาลเจ้าให้เป็นระเบียบ ทำให้เทพเดมิเตอร์พอใจมาก และเห็นใจในชะตากรรมของหล่อน จึงปรากฎกายและแนะนำให้หล่อนไปบวงสรวงเทพวีนัส
        ไซคีไปปฏิบัติตาม แต่เทพวีนัสยังไม่หายริษยา จึงแกล้งออกคำสั่งให้ไซคี แบ่งแยกเมล็ดพืชนับร้อยชนิดที่ผสมปนเปกันในศาลนั้น ให้เรียบร้อยก่อนตะวันตกดิน เพื่อให้นกพิราบของเทพวีนัสจะได้มากิน
        ไซคีทุกข์ใจมาก เพราะไม่รู้จะทำให้สำเร็จได้อย่างไร เทพคิวปิดทราบเรื่องจึงแอบสั่งให้ฝูงมดนับพันมาช่วยไซคีแยกเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นกอง ๆ จนเสร็จก่อนตะวันตกดิน
        แต่เทพวีนัสยังไม่พอใจ ในผลงาน เพราะคิดว่าไซคีคงทำคนเดียวไม่ได้ คงจะมีคนมาช่วยแน่นอน
        เทพวีนัสจึงสั่งให้ไซคีไถ่โทษ ด้วยการถอนขนแกะทองคำ ที่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำมาถวายเทพธิดาให้ได้
        เมื่อไซคีมาถึงฝั่งแม่น้ำตั้งแต่เช้าตรู่ ต้นอ้อบริเวณริมฝั่งแม่น้ำจึงได้พากันกระซิบบอกไซคีว่า แม่น้ำนี้ไหลเชี่ยว และรุนแรงมากเวลาเช้าถึงเที่ยง หลังเที่ยงจึงจะข้ามไปได้ และที่สำคัญฝูงแกะทองคำก็ดุร้ายมาก ยากที่จะถอนขนได้ง่าย ๆ
        ดังนั้นไซคีจึงรอจนเลยเที่ยง เมื่อสายน้ำสงบ นางก็ข้ามฝั่งไป และฝูงแกะที่ดุร้ายก็เชื่องลงในเวลาหลังเที่ยง และสามารถไปเก็บขนแกะที่ติดอยู่ตามต้นไม้ เพื่อนำมาให้เทพวีนัสได้ดู
        แม้จะเห็นขนแกะทองคำ แต่เทพวีนัสยังไม่ยอมยกโทษให้นาง และยังต้องการจะทำให้นางได้รับอันตรายถึงชีวิต โดยสั่งให้นางไปทำอีกสิ่งหนึ่ง
        ครั้งนี้เทพวีนัสใช้ให้ไซคีนำ โถอันหนึ่งลงไปยังยมโลก แล้วเข้าเฝ้าเทพธิดาพรอสเสอะฟิน เพื่อขอมงคลวิเศษ ซึ่งเป็นเครื่องสรรค์สร้างความเลอโฉมให้แก่เทพวีนัส และให้นำมงคลวิเศษนั้นบรรจุโถ และนำขึ้นมาให้เร็วที่สุดเพื่อให้ทันก่อนเวลาประชุมเทพ บนยอดเขาโอลิมปัส เพื่อเทพวีนัสจะได้ใช้เครื่องมงคลดังวกล่าวประทินโฉมให้สวยงามก่อนเข้าประชุม
        ไซคีรู้แก่ใจว่า ถึงแม้จะทำได้สำเร็จ เทพวีนัสก็คงไม่ยกโทษให้อยู่ดี และคงหาทางให้นางทำอย่างอื่นอีก นางปลงเสียแล้ว จึงขึ้นไปบนยอดหอคอยที่สูง เพื่อจะกระโดดมาสู่ยมโลก
        แต่ทว่าทันใดนั้น ได้มีเสียงจากหอคอยแว่วดังข้างหู บอกความลับว่า ทางลัดไปยมโลกนั้น ซึ่งจะต้องเข้าถ้ำลัดเลาะไป และต้องลงเรือซึ่งระหว่างทางจะเจอสุนัขสามหัวชื่อซูบีรัส
        และเสียงนั้นยังได้บอกวิธีหลบเลี่ยงอันตรายต่าง ๆ และบอกความลับที่สำคัญยิ่งคือ เมื่ออยู่ในยมโลก ห้ามไซคีกินผลไม้ใด ๆ แม้ว่าจะหิวมากเพียงใดก็ตาม แต่สามารถกินได้ เฉพาะอาหารที่ทำจากแป้ง ครั้นเมื่อรับโถจากเทพพรอสเสอะฟินมาแล้ว ระหว่างทางห้ามเปิดโถโดยเด็ดขาด
        นางได้ทำตามเสียงนั้นบอกทุกประการและได้โถนั้นมาเพื่อให้เทพวีนัส
        แต่ด้วยความอยากรู้ของไซคี และอยากที่จะได้ความงามเพิ่มมากขึ้น ไซคีจึงเปิดโถระหว่างทางที่มา แต่ปรากฎว่าสิ่งที่บรรจุในนั้นไม่ใช่มงคลวิเศษ แต่เป็นความหลงใหลแห่งดินแดนมัจจุราช ฉะนั้นทันทีที่เปิดโถ นางก็หมดสติลง ณ ที่นั้น
        ด้านเทพคิวปิด เมื่อวันเวลาผ่านไป ความโกรธที่ไซคีทำต่อตนก็บรรเทาลง และอดคิดถึงนางไม่ได้ จึงลงไปช่วยถอนความหลับไหลนั้นบรรจุลงในโถดังเดิม จากนั้นก็ใช้ศรรักประจำองค์แตะที่ข้างตัวไซคีอย่างแผ่วเบา เพื่อให้นางตื่นจากความหลับไหลอันน่าสะพรึงกลัวนั้น
        คิวปิดได้อบรมสั่งสอนไซคี ในเรื่องที่ควรจะยึดมั่นในคำสัญญา คิวปิดได้ชี้ให้เห็นถึงอันตรายและผลเสีย ที่จะเกิดขึ้นจากการไม่ปฏิบัติตามคำกำชับ ห้ามปราบ ซึ่งไซคีได้ละเมิดเป็นครั้งที่สอง
        จากนั้นเทพคิวปิดได้วิงวอนเทพจูปิเตอร์ผู้ยิ่งใหญ่ ให้บอกเทพวีนัสผู้เป็นแม่ของตนให้ยอมให้อภัยโทษแก่ ไซคี ฝ่ายเทพจูปิเตอร์ จึงเกลี้ยกล่อมเทพวีนัสสำเร็จในเวลาต่อมา และได้ประทานน้ำอมฤตให้ไซคีได้ดื่ม เป็นผลให้ไซคีเป็นอมตะ สามารถครองรักกับคิวปิดได้ชั่วนิจนิรันดร์

เครดิตภาพปก: peacefoo / Shutterstock.com