ทนายณรงค์พูดแล้ว หลังอาม่าตบเด็ก สรุปสาเหตุคนผิด

ข่าวบันเทิงล่าสุดวันนี้

กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราว ที่แชร์กันทั่วโซเชียลกันเลยทีเดียว สำหรับเรื่องราวของเด็กตบอาม่า ตามที่เราได้เห็นคลิปกันไปในโซเชียลกันแล้วนั้น  จนกลายเป็นประเด็น ชี้แจงเพื่อให้รู้แล้วว่าใครผิดกันแน่สำหรับกรณีที่มีการแชร์คลิปวีดีโอของอาม่ากับเด็กนักเรียนพร้อมแคปชั่นที่เขียนบรรยายไว้ว่า เมื่อวานที่โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง มีเรื่องก็คืออาม่าไปนั่งเฝ้าหลาน แล้วคุยโทรศัพท์เสียงดัง รบกวนเด็กกับผู้ปกครอง คนอื่นๆที่เขาติวหนังสือกันอยู่ และได้มีผู้ปกครองบ่นว่าพูดดัง อาม่าหันไปด่ากราด เด็กผู้ชายก็หันไปพูดกับอาม่าว่า ที่นี่โรงเรียน อย่ามาทำเสียงดัง แล้วก็เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ปล. สมควรครับ ไปตบเค้าก่อน หน้าไม่เหมือนแม่เค้า อย่าไปตบเค้า ผมแชร์เค้ามาไม่ได้ถ่ายเอง

ดูเหมือนความจริงจะกระจ่างแล้วหลังทนายชื่อดังอย่าง ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ได้ไลฟ์สดอธิบายผ่านทางเพจทนายคู่ใจ ถึงข้อกฎหมาย กรณีการทะเลาะวิวาทกัน ระหว่างอาม่าและเด็ก ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะในมุมมองทางกฎหมาย การมีเรื่องกัน ด่าทอกันไปมา กฎหมายยังไม่ได้เอาผิด ถ้าไม่ใช่เป็นการดูหมิ่นซึ่งๆหน้า

แต่ถ้าเกิดด่ากันไป ด่ากันมาแล้วใช้กำลังกัน เหมือนในคลิปนี้ ที่อาม่าตบหน้าเด็ก แล้วเด็กสวนกลับ ถ้าจะดูว่าผิดทางกฎหมาย ต้องดูตั้งแต่ก่อนอาม่าตบ ว่าต้นเหตุเกิดจากอะไร โดยจะอ้างว่าเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาทได้ แต่ตัวน้องจะอ้างว่าเป็นการป้องกันตัว ต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำความผิดเลย ผมอยากจะฝากข้อคิด ถ้ามีเรื่องแบบนี้ยังไงก็ผิดกฎหมาย

กฎหมายคุ้มครองเยาวชน ประการแรก ถ้าอาม่ามีการแจ้งความร้องทุกข์ ว่าเด็กทำร้ายร่างกายเด็กจะได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ตามวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน ต่อให้เด็กสวนกลับจนอาม่าน็อคสลบคาที่ ยังไงเด็กก็ไม่ถูกส่งเข้าสถานพินิจ เพราะอาม่าไปตบเขาเอง แต่อาม่าต้องขึ้นศาลผู้ใหญ่ ทำร้ายร่างกายไม่สามารถยอมความได้ แต่ทีน่าสนใจ

เด็กถูกพักการเรียน ทำไมโรงเรียนถึงไม่คุ้มครองเด็ก แต่เราจะไม่ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ทำแบบนี้ผิดกฎหมายทั้งคู่ ถ้าเด็กอายุไม่ถึง 15 ห้ามลงโทษทางอาญา ถ้าเกินกว่า 15 ปี ไม่เกิน 18 ปี ห้ามรับโทษทางอาญา คาดว่าเต็มที่ศาลคงแค่ตักเตือนเด็ก แต่อาม่าไปตบหน้าเด็กศาลคงไม่เตือนอาม่า เพราะกฎหมายต้อง จำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท

 

เครดิตภาพ  จากเฟซบุ๊ก ทนายรณณรงค์