ชาติก่อนโหด – ชาติปัจจุบันสยอง

ประสบการณ์สยองขวัญ

บ้านหลังที่ผมอยู่ตั้งแต่เด็กที่ จ.เชียงใหม่นั้น มันเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว ไม่ใหญ่นัก กลางสวนลิ้นจี่ มีถนนตัดผ่านหน้าบ้านซึ่งเป็นถนนส่วนบุคคล ในเวลากลางคืนจะมืดมาก ในละแวกบ้านห่างไกลจากบ้านใกล้เคียงไม่มากนัก อากาศดี และน่าอยู่

แต่แล้ววันหนึ่ง มันเป็นวันที่อากาศดี มันเป็นเวลาหัวค่ำ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเหมาะสำหรับการนอนเล่นเป็นอันมาก ผมนอนที่มุมห้องนอน ผมนอนตะแคงหันหน้าเข้ากำแพง ผมเอากระจกเล็ก ๆมาส่องดูความสวยความงามตามปกติ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันไวมาก ผมเห็นเงาอะไรแว๊บ ๆ ด้านหลังผมจากกระจกที่ผมส่องอยู่ ผมจึงหันกระจกไปมองด้านหลังว่ามีอะไรเกิดขึ้น

ความรู้สึกตอนนั้นเมื่อหันกระจกไป ผมเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นนั่งก้มหน้ากอดเข่าอยู่ด้านหลังของผม เธอมีร่างกายที่ผ่ายผอมมาก เธอใส่ชุดคล้ายชุดนอนกระโปงยาวสีขาวที่เปื้อนและเก่าเกินทน มีผมดำยาวสลวย เวลานั้นผมไม่กล้าที่จะหันไปเลยที่เดียว ตัวแข็งไปหมดทำอะไรไม่ถูก ได้แต่มองผ่านกระจก

เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ ผมเกือบที่จะเห็นใบหน้าเต็มๆ ของเธอ ผมกลัวมาก ผมเลยหลับตาลง พร้อมกับท่องบทสวดมนต์ต่าง ๆ นา ๆ เพื่อเอาชีวิตรอด แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ผมได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กสาวคนนั้น

ผมหยุดสวด ผมกลัวมากผมทำอะไรไม่ถูก ผมลืมตาขึ้นถามเธอด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ว่าต้องการอะไรจากผม ขณะนั้นผมยังนอนหันหน้าเข้ากำแพงอยู่เหมือนเดิม เธอหัวเราะด้วยน้ำเสียงที่ชวนขนหัวลุก แล้วพูดต่ออีกว่า

“อยากรู้เหรอเดี๋ยวจะให้ดู”

ผมไม่ได้ตอบอะไรหรือพูดอะไรเลย ต่อจากนั้นผมก็ขยับตัวไม่ได้ ผมพยายามดิ้นสุดแรงเพื่อให้พ้นจากพันธนาการที่เธอสร้างกับผม ผมดิ้น…ดิ้นจนเหนื่อย ผมเริ่มหายใจไม่ออก ผมจึงหยุด

เวลานั้นอยู่ดีๆ ผมก็เห็นภาพเหตุการณ์บางสิ่งบางอย่างเหมือนมันอยู่ในความทรงจำของผมมาตลอดเวลา มันเป็นภาพที่ชัดเจนมากทั้งที่ผมกำลังลืมตาอยู่ ผมดูจากการแต่งกายของคนในนั้น พวกเขายังนุ่งโจงกระเบนกันอยู่เลย เรื่องราวในนั้นมันซับซ้อนนัก ผมเห็นชายสองคนร่างกายกำยำเดินถอดเสื้อ อายุประมาณ 25-30 ปี ถือมีดเดินขึ้นไปบนบ้านไม้สองชั้นทรงไทย บ้านไม่ใหญ่นัก หน้าทั้งสองดูเหี้ยมเกรียมมาก

ทั้งสองเดินขึ้นไปบนบ้านแล้วใช้มีดที่พกมาแทงไปที่ลำคอของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังนอนอยู่บนบ้าน เธอนอนอยู่ในมุ้งสีขาว เลือดที่กระเซ็นจากการถูกทำร้ายเปรอะเปื้อนไปตามมุ้งแล้วไหลลงพื้นไม้ ทีละหยด ทีละหยด ผมเห็นภาพนี้ซ้ำไปซ้ำมา

ไม่นานนักผมก็เห็นแสงสีขาวจ้าทีเดียว แล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ก็กลับสู่ปกติ ผมลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งออกไปข้างนอกห้องเพื่อสงบสติอารมณ์ พยายามคิด วิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่ามันคืออะไร แต่ผมไม่เคยได้คำตอบกับมันเลย

ผมไปทำบุญอุทิตส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ผมคิดว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่ทุกอย่างยังไม่ได้จบแค่นั้น ผมเจอแบบนี้อีกเรื่อยๆ หลายๆ ครั้ง จนผมเริ่มชิน จนผมคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว

เธอจะมาหาผมเกือบทุกเดือน บางทีก็เดือนละสองครั้ง แต่มีครั้งหนึ่งมันแปลกมาก ผมนอนดูทีวีอยู่ในห้องของผมเช่นเคย ตอนประมาณเที่ยงคืนผมนอนไม่หลับเพราะกินกาแฟไปมากตอนทำการบ้าน ซักพักผมได้ยินเสียงจากนอกห้องพูดว่าขอเข้าไปได้ไหม ผมก็บอกว่าเข้ามาซิ ตอนนั้นผมไม่ทันสังเกตว่าเป็นเสียงใครแต่รู้ว่าเป็นเสียงผู้หญิง

ตอนนั้นผมนึกว่าแม่ของผมตื่นมาเข้าห้องน้ำแล้วแวะมาดูว่าทำไมยังไม่หลับ ผมเห็นคนเดินเข้ามาในห้องแต่ผมก็นึกขึ้นได้ ว่าผมล็อคประตูนี่นา ผมหันไปดูว่าเป็นใคร แต่ที่ผมเห็นไม่ใช่แม่ แต่เป็นเด็กสาวคนนั้นเธอเข้ามาจากทางไหนก็ไม่รู้ ผมเห็นเธอเดินเข้ามาตรงมาที่ตัวผมนอน ทีละก้าว ทีละก้าว จนถึงตัวผม เธอล้มตัวลงนอนอย่างช้าๆ ข้างผม

ผมขยับตัวไม่ได้ตัวเกร็งไปหมด ผมพยายามฝืนตัวเองเอื้อมมือไปด้านซ้ายมืออย่างช้าๆ ทั้งที่ตัวยังเกร็งอยู่ เพราะผมก็อยากรู้ว่าวิญญาณนั้นสัมผัสได้หรือไม่อย่างไร ด้วยความกลัวและความอยากรู้ ผมเอื้อมมือไปช้าๆ อย่างฝืนตัวเอง ในที่สุดผมเอื้อมมือด้วยความพยายามอย่างสูงด้วยความต้องการรู้ สัมผัสแรกนั้นผมจับไปที่แขนของเธอ ผมกลับไม่รู้สึกเย็นแต่อย่างใด ความรู้สึกนั้นเหมือนยังมีเลือดไหลเวียนอยู่ด้านในร่างกายนั้นอยู่ มีความอุ่นของเลือด

ผมรู้สึกแปลกใจมากเมื่อได้สัมผัสกับสิ่งที่ทุกโสตประสาทของผมกลัวมาตลอด สักพักทุกสิ่งก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ผมขยับตัวได้ ผมหันไปมองเธอแต่เธอหายไปแล้ว ผมลุกขึ้นมานั่งคิดว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องเกิดขึ้นกับผม สิ่งที่คิดสุดท้ายคือ ใครจะให้คำตอบผมได้บ้าง ผมเคยเราให้หลายๆ คนฟัง แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบใดๆ ได้เลย เวลาผมเราให้คนที่บ้านฟังมักจะไม่ได้คำตอบใดๆ แล้วยังโดนแถมด้วยคำด่าว่า อย่าไร้สาระน่า แต่สำหรับผมมันไม่เคยเป็นเรื่องไร้สาระ

จากคุณ พั้งค์