จ่าโพ-ชะโดดุ

ประสบการณ์สยองขวัญ

จ่าโพ แห่งอำเภอศรีสวัสดิ์ เป็น ต.ช.ด.เก่า ยศสุดท้ายเป็นจ่าสิบตำรวจ แต่คนทั่วไป เรียกกันว่า “จ่าโพ” และเรียกกันอย่างนี้เรื่อยมาแม้จะออกจากราชการแล้ว

ส่วนคำว่า”ชะโดดุ”ในที่นี้ไม่ใช่นามสกุลหรือฉายานาม แต่เป็นการบอกประวัติหรือพฤติการณ์ของจ่าโพที่เคยปะทะกับปลาชะโดถึงเลือดถึงชีวิตมาแล้วอันปลาชะโดนั้น เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่วงศ์เดียวกับปลาช่อน แต่ก็เกล็ดเล็กและจำนวนเกล็ดมากกว่าเฉพาะแถบเส้นข้างตัวมีเกือบร้อยเกล็ดข้างลำตัวมีแถบสีดำเรียงคู่กันจากนัยน์ตาถึงหางระหว่างแถบเป็นสีแดงแถบนี้อาจแตกเป็นแต้มหรือจุดเมื่อปลาโตเต็มที่บางท้องที่เรียกว่าปลาแมลงภู่หรือแมงภู่เพราะสีคล้ายสีตัวแมลงภู่บางท้องถิ่นเรียกแต่เพียง “โด” ก็มี และบางท้องถิ่นก็เรียกว่าปลาอ้ายป๊อก ตัวโตเต็มที่ขนาดโคนขา ยาวเกือบเมตร มีอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ในเขตอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี มีมากและมีขนาดใหญ่ๆ ด้วย

อันปลาชะโดนั้นได้ชื่อว่าเป็นปลาดุ ชะโดลูกอ่อนเคยกัดคนที่ลงไปเล่นน้ำบริเวณที่มันเลี้ยงลูกบ่อยๆ และมักอยู่ด้วยกัน 2 ตัว ผัว-เมีย ช่วยกันดูแลลูกและก็ดุทั้งตัวผู้-ตัวเมีย แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่ากัดใครถึงตาย นอกจากจ่าโพที่จะเล่าต่อไป

ในปี 2528 หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงข่าวเรื่องตำรวจถูกปลากัดตาย ใครที่เคยอ่านและความจำดีคงจะยังจำได้ ก็จ่าที่ผมจะเล่านี่ละครับงานอดิเรกของจ่าโพ คือ ชอบยิงปลา แกจะมีปืนลูกกรดยาวกระบอกหนึ่ง เรือพายเล็กๆ ลำหนึ่ง พายเลียบไปตามขอบอ่าง แล้วปีนขึ้นไปนั่งบนต้นไม้ที่ตายแห้งเพราะน้ำท่วมซึ่งมีอยู่ทั่วไปในอ่างเก็บน้ำหน้าเขื่อนคอยดูปลาผุดหรือโผล่ขึ้นมาที่ผิวน้ำแล้วยิง ส่วนมากปลาที่จ่าโพยิงจะเป็นปลาช่อนหรือปลาชะโด

ปลาที่ถูกยิงจะจมสู่ใต้น้ำ มีพรายน้ำเป็นฟองและเลือดปุดๆให้เห็น ผู้ยิงจะต้องดำน้ำลงไปงมจับปลาขึ้นมา เพราะถ้าปลาถูกยิงในส่วนที่ไม่สำคัญ เช่น ไม่ถูกหัวหรือกระดูกสันหลังปลาอาจจะหนีไปตายในที่ไกล

ดังนั้น เมื่อยิงปลาแล้วจะต้องลงงมทันที เผื่อปลาถูกยิงในที่ไม่สำคัญนักแต่ยังอยู่ในอาการช็อคอยู่จะได้จับตัวได้ แต่ถ้าช้าไป ปลาฟื้นจากช็อคขึ้นมาจะหนีไปเสียหรือแม้แต่ปลาถูกยิงที่อวัยวะสำคัญไปไม่รอดแล้ว แต่ถ้าช้าไป พรายน้ำ ฟองอากาศ หรือเลือดที่ผุดขึ้นมาเป็นที่สังเกตได้หมดลงก็อาจจะงมหาตัวยากก็ได้

วันนั้น จ่าโพนั่งอยู่บนคาคบไม้ตายแห้ง ริมขอบอ่างด้านตะวันออก ภายใต้เงาไม้ใหญ่ที่ร่มครื้มอีกทีหนึ่ง ที่เงียบๆ อย่างนี้ปลาชะโดหรือปลาช่อนขนาดใหญ่ชอบอาศัยอยู่ ห่างออกไปไม่มากนัก มีชาวบ้านลงตาข่ายดักปลาอยู่ 5-6 คน เพียงชั่วโมงเศษ จ่าโพก็มีโอกาสได้ลั่นปืนลูกกรดคู่ใจถึง 3 ครั้ง ครั้งละนัดและลงดำงมจับปลาขึ้นมาถึง 3 หน ได้ปลาช่อนขนาดใหญ่ 2 ตัว และปลาชะโด 1 ตัว

จากนั้นก็พายเรือเลียบขอบอ่างเพื่อเปลี่ยนที่ยิงใหม่ เพราะยิงและลงงมปลาถึง 3 ครั้ง 3 หน ปลาอาจระแคะระคายหนีไปหมดแล้วก็ได้

ตามธรรมดาพอตกบ่าย จ่าโพจะพายเรือกลับบ้าน ตอนเย็นก็มักจะเอาปลาที่ได้จากการยิงไปทำอาหารชวนเพื่อนฝูงบ้านใกล้เรือนเคียงตั้งวงร่ำสุราอาหารกันที่นอกชาน เป็นที่ครึกครื้น

แต่วันนี้จ่าโพไม่กลับ มืดค่ำแล้วก็ยังไม่กลับทางบ้านก็สอบถามพวกลงข่ายดักปลา

“ที่พวกฉันเห็นก็เห็นจ่ายิงปลาได้ 3 ตัวแล้ว พายเรือไปหาที่ยิงในดงใผ่ได้ยินเสียงปืนอีกนัดหนึ่ง แต่พวกฉันชวนกันกลับก่อน ไม่รู้จ่ากลับแล้วหรือยัง” พวกลงข่ายดักปลาบอก

เมื่อได้ความอย่างนี้ ทางบ้านจ่าโพและเพื่อนบ้านก็เห็นเป็นการผิดปกติจึงชวนกันเอาเรือออกตามในคืนนั้น นำโดยคนลงข่ายหาปลาที่เห็นเหตุการณ์ ทุกคนใจไม่ดี กลัวว่าอาจถูกงูจงอางฉกเอา เพราะบริเวณป่าร่มครื้มเหนือน้ำเป็นที่ที่งูจงอางมักไปซุ่มนอนพักผ่อน มีคนเคยถูกงูฉกตายมาแล้ว

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบเรือพายของจ่าโพผูกไว้กับต้นไม้ ปืนลูกกรดยาวแขวนอยู่บนกิ่งของไม้ตายแห้งต้นหนึ่ง ปลา 3 ตัวยังอยู่ในเรือ เสื้อผ้าก็แขวนไว้บนต้นไม้เดียวกับปืน แต่ จ่าโพหายไป

“อยู่โคนต้นนี้แน่ ลงงมกันเถอะ” หลายคนที่ตามมาลงความเห็น เมียจ่าโพร้องไห้โฮ

พวกเพื่อนบ้านและเพื่อนตำรวจลงงมกันเกือบค่อนคืนแต่ไม่พบศพ หลายคนต่างเดากันไปต่างๆ บางคนว่าอาจถูกฆาตรกรรม แต่เหตุใดคนร้ายไม่เอาปืนของจ่าโพไปด้วย

รุ่งขึ้น ทางญาติไปแจ้งความ เจ้าหน้าที่ส่งคนที่ดำน้ำเก่งมางม แต่ก็ไม่พบศพ เมียจ่าโพแล่นไปหาหมอดู ไปหาเจ้าเข้าทรง เจ้าก็ว่าหมิ้นเจ้าทางจึงถูกลงโทษ (ตามธรรมเนียมของ
พ่อมดหมอผีซึ่งต้องว่าอย่างนั้น)

วันที่ 3 ศพจ่าโพโผล่ ห่างจากที่เกิดเหตุไปเกือบ 500 ม. สภาพศพจ่าโพต่างจากศพคนตกน้ำตายทั่วไป ทั้งน่าสยดสยองและน่าอัศจรรย์ยิ่งศพขึ้นอืด นุ่งกางเกงในตัวเดียว (เพราะลงดำปลา) มือขวาแทรกอยู่ในเหงือกปลาชะโดขนาดใหญ่ตายติดแน่นอยู่กับมือ ปลาตัวนั้นมีรอยกระสุน .22 เจาะหัวด้านบนทะลุออกใต้คางเป็นแผลกว้าง (แสดงว่าเป็นกระสุนชนิดหัวเจาะรู)

ที่ลำคอมีปลาชะโดขนาดใหญ่กว่าตัวแรกคาบคอตายติดอยู่ ทั้งปลาและคนสภาพขึ้นอืดพองเช่นเดียวกัน แต่ปลาตัวที่กัดติดคอจ่าโพไม่มีรอยถูกยิง

ในทางชันสูตร สรุปได้ว่า จ่าโพคงยิงปลาชะโดตัวหนึ่ง (ตัวนี้พิสูจน์แล้วว่าเป็นตัวเมีย) แล้วลงงม แต่ปลาตัวใหญ่มาก กำหัวไม่รอบ จึงใช้มือแทรกเข้าไปในเหงือกแล้วจะลอยตัวขึ้นผิวน้ำ

ปลาตัวที่กัดคอ (พิสูจน์ภายหลังว่าเป็นตัวผู้) อาจหวงคู่จึงปราดเข้ากัดคอทันที อาศัยที่มันอ้าปากกว้างเต็มที่เมื่อคาบคอแล้วอ้าปากเพื่อถอดออก
จากคอไม่ได้ หรือจะเป็นด้วยฟันฝังลึกมาก

ด้วยธรรมดาปลาชะโดหายใจด้วยเหงือก และต้องเคลื่อนตัวไปมาด้วยจึงจะหายใจได้ดี เมื่อปลาคาบติดคอจ่าโพเสียแล้วมันก็เคลื่อนไหวไม่ได้ ประกอบกับปากอ้าเต็มที่เหงือกรัดตัว ปลาตัวนี้จึงตาย

ส่วนจ่าโพนั้นไม่แน่ว่าตายเพราะขาดอากาศหายใจ หรือแผลที่คอ เพราะทั้งสองสาเหตุก็ตายได้ทั้งคู่ แต่ไม่ทราบว่าตายเพราะเหตุไหนก่อน เพราะแผลที่คอก็ถึงเส้นเลือดใหญ่เหมือนกัน

โบราณท่านว่า หมองูตายเพราะงู เรื่องนี้ คนยิงปลาชะโด ก็ตายเพราะปลาชะโด เป็นเรื่องอุทาหรณ์ เล่าขานกันต่อไปได้อีกนานแสนนาน เพราะร้อยวันพันปีจะมีเรื่องอย่างนี้สักครั้ง